ระบบเสียงดนตรีไทย*

* ข้อความต่างๆที่เป็นเนื้อหาของหัวข้อนี้ ได้คัดลอกมาจาก สราวุฒิ สุจิตจร, การวิเคราะห์เสียงดนตรีไทย, 2545.

 

ดนตรีไทยมีประวัติความเป็นมายาวนาน เป็นศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะไม่เหมือนชนชาติใด ดนตรีไทยจึงมีความแตกต่างจากดนตรีสากลหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสียง รูปทรงเครื่องดนตรี เทคโนโลยีของการสร้างเครื่องดนตรี เทคนิคการประพันธ์เพลงและอื่นๆ หัวข้อนี้บรรยายทบทวนแต่เพียงเรื่องความถี่ของเสียงที่ต่างกัน พร้อมทั้งแสดงค่าความถี่ของเสียงเปียโนที่ได้จากการวัด เทียบกับความถี่ของเสียงดนตรีไทยที่ได้จากการคำนวณ และอธิบายคำว่า ทาง ที่หมายถึงระดับเสียงของดนตรีไทย อย่างไรก็ตาม คงต้องย้ำอีกครั้งว่า ความถี่ของเสียงดนตรีไทยที่นำมาตีแผ่ในหัวข้อนี้ เป็นสิ่งที่บูรพาจารย์ทางดนตรีไทยได้เคยคำนวณไว้แต่อดีต หรืออาจกล่าวได้ว่า ข้อมูลที่นำเสนอมาจากการคาดการณ์ในเชิงทฤษฎี

 

เสียงดนตรีไทยเทียบกับเสียงสากล

ดนตรีไทยและดนตรีสากลนั้น แต่ละเสียงมีความถี่ไม่เท่ากัน เนื่องจากดนตรีไทยแบ่ง 1 ทบเสียง (octave) ออกเป็น 7 เสียง ที่มีความถี่ห่างเท่าๆกัน (ในความหมายว่า เสียงดนตรีไทยเป็นเสียงเต็ม (whole tone)) ส่วนดนตรีสากลแบ่ง 1 ทบเสียงออกเป็น 7 เสียงเหมือนกัน แต่มีความถี่ห่างไม่เท่ากันทั้งหมด กล่าวคือ จะมีเสียงเต็มอยู่ 5 เสียง และมีครึ่งเสียง (semi tone) อยู่ 2 เสียง ที่เป็นเช่นนี้เพราะดนตรีสากลสามารถแบ่ง 1 ทบเสียงออกเป็น 6 เสียงเต็มที่มีความถี่ห่างเท่าๆกัน และยังแบ่งครึ่ง 1 เสียงเต็มออกเป็น 2 ครึ่งเสียง ดังนั้นใน 1 ทบเสียงจึงแบ่งได้อีกเป็น 12 ครึ่งเสียง รูปที่ 1 แสดงการแบ่งช่วงความถี่ใน 1 ทบเสียง (สันทัด ตัณฑนันท์, 2542)

 

 

 

 

 

 

 

 


รูปที่ 1 การแบ่งช่วงความถี่ใน 1 ทบเสียงของดนตรีไทยเทียบกับดนตรีสากล

 

จากภาพจะเห็นได้ว่าใน 1 ทบเสียง ถ้าตั้งให้เสียงที่ 1 ของดนตรีไทย ตรงกับดนตรีสากลแล้ว เสียงที่ 2, 3, 4, 5, 6 และ 7 จะไม่ตรงกันเลย ยกเว้นเสียงที่ 8 ซึ่งซ้ำกับเสียงที่ 1 และยังพบว่าเสียงที่ 2, 3, 5, 6 และ 7 ของสากล มีความถี่สูงกว่าของไทย แต่เสียงที่ 4 ของสากล มีความถี่ต่ำกว่าเสียงที่ 4 ของไทยนอกจากนี้เมื่อพิจารณาช่วงความถี่ของดนตรีสากล จะสังเกตได้ว่ามีครึ่งเสียงอยู่ระหว่างเสียงที่ 3 กับเสียงที่ 4 และระหว่างเสียงที่ 7 กับเสียงที่ 8 (ในการกล่าวถึงเสียงที่ 1 ถึง 8 ต่อไปจากนี้ จะใช้เสียงเรียกเป็น โด, เร, มี, ฟา, ซอล, ลา, ที และ โด แทนตามลำดับ) จากตารางที่ 1 ที่แสดงความถี่ของเสียงเปียโนในช่วงความถี่ 261.63 Hz ถึง 2,093.0 Hz จะตรงกับช่วงความถี่ของขลุ่ยฝรั่ง (flute) พอดี ซึ่งจะนำไปเทียบกับ ผลจากการวิเคราะห์ความถี่ของเสียงขลุ่ยเพียงออต่อไป

 

ตารางที่ 1 ความถี่ของเสียงเปียโน (บางส่วน)

ระดับเสียง

ความถี่ (Hz)

 

ระดับเสียง

ความถี่ (Hz)

โด

130.81

 

ซอล

783.99

เร

146.83

 

ลา

880.00

มี

164.81

 

ที

987.77

ฟา

174.61

 

โด

1,046.5

ซอล

196.00

 

เร

1,174.7

ลา

220.00

 

มี

1,318.5

ที

246.94

 

ฟา

1,396.9

โด

261.63

 

ซอล

1,568.0

เร

293.66

 

ลา

1,760.0

มี

329.63

 

ที

1,975.5

ฟา

349.23

 

โด

2,093.0

ซอล

392.00

 

เร

2,349.3

ลา

440.00

 

มี

2,637.0

ที

493.88

 

ฟา

2,793.0

โด

523.25

 

ซอล

3,136.0

เร

587.33

 

ลา

3,520.0

มี

659.26

 

ที

3,951.1

ฟา

698.46

 

โด

4,186.0

หมายเหตุ จาก Audio in Media (หน้าปกใน), โดย Alten, 1999, USA: Wadsworth.

 

พิจารณาความถี่ของเสียงเปียโนใน 1 ทบเสียง จากตารางที่ 1 คือช่วงความถี่ตั้งแต่ 261.63 Hz ถึง 523.25 Hz นำความถี่เหล่านี้ มาคำนวณหาอัตราส่วนระหว่างตัวโน้ตที่ติดกัน แสดงการคำนวณและค่าของอัตราส่วนดังรูปที่ 2

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


รูปที่ 2 การคำนวณหาอัตราส่วนระหว่างตัวโน้ตที่ติดกันของเสียงเปียโน

 

เมื่อสังเกตอัตราส่วนในรูปที่ 2 พบว่า ระหว่าง เรกับโด, มีกับเร, ซอลกับฟา, ลากับซอล และ ทีกับลา มีค่าเท่ากัน คือ 1.12 และอัตราส่วนระหว่าง ฟากับมี และ โดกับที มีค่าเท่ากันคือ 1.06 ซึ่งเป็นไปตามที่กล่าวข้างต้น จึงสรุปได้ว่าค่าอัตราส่วน 1.12 หมายถึงเสียงเต็มและค่าอัตราส่วน 1.06 หมายถึงครึ่งเสียง แต่สำหรับดนตรีไทยนั้น มีความถี่ห่างเท่าๆกัน ใน 1 ทบเสียง อัตราส่วนระหว่างโน้ตที่ติดกันมีค่าเท่ากันทั้งหมด โดย อุทิศ นาคสวัสดิ์ (2514) ได้กล่าวว่าค่าอัตราส่วนนี้เท่ากับ 1.09745 และทำการคำนวณค่าความถี่ของเสียงดนตรีไทยไว้ ซึ่งอาศัยความถี่ของเสียงเปียโนเป็นหลัก ตารางที่ 2 แสดงความถี่ของเสียงดนตรีไทยในเชิงทฤษฎีตามที่กล่าวถึงนี้

 

ตารางที่ 2 ความถี่ของเสียงดนตรีไทยเทียบกับเสียงเปียโน (บางส่วน)

ระดับเสียง

ความถี่ (Hz)

เสียงเปียโน

ความถี่

(Hz)

เสียงดนตรีไทย

 

ระดับเสียง

ความถี่ (Hz)

เสียงเปียโน

ความถี่

(Hz)

เสียงดนตรีไทย

โด

65

65

 

เร

587

579

เร

73

72

 

มี

659

639

มี

82

80

 

ฟา

698

705

ฟา

87

88

 

ซอล

784

779

ซอล

98

97

 

ลา

880

860

ลา

110

107

 

ที

988

949

ที

123

119

 

โด

1,048

1,048

โด

131

131

 

เร

1,175

1,157

เร

147

145

 

มี

1,319

1,278

มี

165

160

 

ฟา

1,397

1,411

ฟา

175

176

 

ซอล

1,568

1,558

ซอล

196

195

 

ลา

1,760

1,720

ลา

220

215

 

ที

1,976

1,899

ที

247

237

 

โด

2,097

2,097

โด

262

262

 

เร

2,349

2,315

เร

294

289

 

มี

2,637

2,556

มี

330

319

 

ฟา

2,794

2,822

ฟา

349

353

 

ซอล

3,136

3,116

ซอล

392

389

 

ลา

3,510

3,440

ลา

440

430

 

ที

3,951

3,798

ที

494

475

 

โด

4,194

4,194

โด

524

524

 

 

 

 

หมายเหตุ จาก ทฤษฎีและการปฏิบัติดนตรีไทย (หน้า 10-11), โดย อุทิศ นาคสวัสดิ์, 2514, กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา.

 

พิจารณาความถี่ของเสียงดนตรีไทยใน 1 ทบเสียง โดยใช้ข้อมูลจากตารางที่ 2 ในช่วงความถี่ตั้งแต่ 262 Hz ถึง 524 Hz นำความถี่เหล่านี้ มาคำนวณหาอัตราส่วนระหว่างตัวโน้ตที่ติดกัน แสดงการคำนวณและค่าของอัตราส่วน ดังรูปที่ 3 ซึ่งอาจสังเกตได้ว่า ค่าอัตราส่วนระหว่างตัวโน้ตที่ติดกันของเสียงดนตรีไทยไม่เท่ากันทั้งหมด และไม่เท่ากับ 1.09745 ดังนั้น จึงไม่อาจสรุปได้ว่าค่าความถี่ของเสียงดนตรีไทยเป็นดังตารางที่ 2 นอกจากนั้นในเอกสารที่อ้างถึง ก็มิได้แสดงที่มาของข้อมูลตัวเลขของความถี่เสียงดนตรีไทยที่นำเสนอไว้แต่อย่างใด คงไว้แต่ความสงสัยใคร่รู้ของคนรุ่นต่อๆมา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


รูปที่ 3 การคำนวณหาอัตราส่วนระหว่างตัวโน้ตที่ติดกันของเสียงดนตรีไทย

 

ระดับเสียงของดนตรีไทย

ในปัจจุบันการผสมวงของไทยมีอยู่ 3 ประเภทหลักๆ ได้แก่ ปี่พาทย์ เครื่องสาย และ มโหรี การเทียบเสียงของเครื่องดนตรีที่จะผสมเป็นวงเดียวกัน จะยึดเสียงของเครื่องดนตรีในวงที่เลื่อนลดเสียงไม่ได้ เป็นหลักสำหรับเทียบเสียง ในวงปี่พาทย์ ปี่ในกับปี่นอกเป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงตายตัว จึงต้องสร้างให้เสียงเข้ากัน แล้วยึดเสียงปี่ในเป็นหลักเทียบเสียงเครื่องดนตรีอื่นๆ ในวงเครื่องสาย ขลุ่ยเพียงออกับขลุ่ยหลิบเป็นเครื่องดนตรีที่เลื่อนลดเสียงไม่ได้ จึงต้องสร้างให้เสียงเข้ากัน แล้วยึดเสียงขลุ่ยเพียงออเป็นหลัก ในวงมโหรี ใช้ขลุ่ยเทียบเสียงเหมือนกับวงเครื่องสาย (มนตรี ตราโมท, 2540) ดังนั้นการเทียบเสียงจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ในวงบรรเลงที่ระดับเสียงเดียวกัน เพลงจึงจะฟังไพเราะ เนื่องจากเครื่องดนตรีที่เลื่อนลดเสียงไม่ได้เหล่านี้ มีข้อจำกัดในการเล่น จึงได้มีการกำหนดระดับเสียง เพื่อใช้กับเครื่องเป่าต่างๆนี้ โดยจะระบุระดับเสียงด้วยชื่อของ ทาง ซึ่งมีอยู่ 7 ทาง แต่ละทางมีเสียงหลักที่แน่นอน และกำหนดด้วยตำแหน่งของลูกฆ้องของฆ้องวงใหญ่ ดังรูปที่ 4 ซึ่งเสียงโดถูกกำหนดให้เป็นเสียงหลักของทาง มีการเปลี่ยนตำแหน่งสูงขึ้นทีละหนึ่งเสียง ไปจนครบ 7 ทาง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


รูปที่ 4 ตำแหน่งของลูกฆ้องของฆ้องวงใหญ่

 

ทางที่ 1 ทางในลด หรือทางเพียงออล่าง เสียงโดอยู่ที่ฆ้องลูกที่ 3 และ 10 ซึ่งฆ้องลูกที่ 10 นี้มีชื่อว่าลูกเพียงออ จึงเรียกว่าทางเพียงออ

ทางที่ 2 ทางใน เรียกตามชื่อ ปี่ใน ที่ใช้ประกอบในเสียงนี้ เสียงโดอยู่ที่ฆ้องลูกที่ 4 และ 11

ทางที่ 3 ทางกลาง เรียกตามชื่อปี่กลาง ที่ใช้ประกอบในเสียงนี้ เสียงโดอยู่ที่ฆ้องลูกที่ 5 และ 12

ทางที่ 4 ทางนอกต่ำ หรือทางเพียงออบน หรือทางมโหรี เรียกตามชื่อ ขลุ่ยเพียงออ หรือ ปี่นอกต่ำ ที่ใช้ประกอบในเสียงนี้ ซึ่งทางนี้เป็นทางของมโหรีและเครื่องสาย เสียงโดอยู่ที่ฆ้องลูกที่ 6 และ 13

ทางที่ 5 ทางนอก หรือทางกรวด หรือทางเสภา หรือทางไม้แข็ง เรียกตามชื่อ ปี่นอก หรือ ขลุ่ยกรวด ที่ใช้ประกอบในเสียงนี้ และทางนี้ยังใช้บรรเลงประกอบกับเสภา เสียงโดอยู่ที่ฆ้องลูกที่ 7 และ 14

ทางที่ 6 ทางแหบหรือทางกลางแหบ เรียกตามการเป่าของ ปี่กลาง ที่ต้องเป่าเป็นทางแหบ เสียงโดอยู่ที่ฆ้องลูกที่ 1, 8 และ 15

ทางที่ 7 ทางชวา เรียกตามชื่อ ปี่ชวา ที่ใช้ประกอบในเสียงนี้ และทางนี้ยังใช้ประกอบการบรรเลงที่ผสมปี่ชวา เสียงโดอยู่ที่ฆ้องลูกที่ 2, 9 และ 16

 

 

 

 

ฆ้องวงใหญ่ (ภาพประกอบจาก www.dontrithai.com)